เริ่มใช้เว็บไซต์ได้หรือยัง? สถิติใช้จ่ายออนไลน์พุ่ง แถมคนไทยยังใช้เข้ากูเกิลมากกว่าเฟซบุ๊ก

มีแค่ Facebook ไม่พอ! คนไทยใช้ Google มากที่สุด และยังค้นหาสินค้าบน Google มากขึ้นจากเดิม 71% เป็น 90%

ใครเป็นผู้ประกอบการยกมือขึ้น !

ใครอยากเป็นผู้ประกอบการยกมือขึ้น !!

ใครกำลังวางแผนเป็นผู้ประกอบการยกมือขึ้น !!!

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม หรืออาจเป็นนอกเหนือจากที่กล่าวมา สิ่งสำคัญที่เรากำลังพูดวันนี้ กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบการขายและสร้างรายได้ให้คุณและธุรกิจคุณไปตลอกกาล เพราะข้อมูลล่าสุดเรื่องเกี่ยวกับวงการ Digital Marketing ปี 2019 ที่รายงานโดย Hootsuite ซึ่งจะมีรายงานทุกปีและเป็นที่สนใจกับคนทั่วโลกสะท้อนว่า ตอนนี้ตลาดออนไลน์อยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะมีผู้ใช้งาน (Users) 4.021 พันล้านคน จาก 7.593 ล้านคนทั่วโลกเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือคิดเป็น 55% ของทั้งมด และจะกลายเป็นโอกาสอีกครั้งอีกครั้งให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดหรืออยากแจ้งเกิดสินค้าบริการ โดยเฉพาะสถิติในประเทศไทยที่ Hootsuite รายงานว่า ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตถึง 57 ล้านคน ใช้งานบนสมาร์ทโฟน 55.01 ล้านคน และยังเป็น Active Users มากถึง 57 ล้านคน

ตามรานงานยังระบุอีกว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวัน 9 ชม. 11 นาที แบ่งเป็น ใช้งานบน Social Media – ชม. 11 นาที ดูคอนเทนต์ที่เป็นประเภื VDO 3 ชม. 44 นาที และฟังเพลง 1 ชม. 30 นาที

เว็บไซต์ที่คนเข้ามากที่สุดคือ Google.com ตามมาด้วย Google.co.th อันดับ 2 และ Facebook อันดับที่ 3 ส่วน YouTube อยู่อันดับที่ 4 และ Pantip อยู่อันดับที่ 5

ถ้าดูที่ฝั่ง Social Media จะพบว่าอันดับยังคงเป็น Facebook ไม่เปลี่ยนแปลงตามมาด้วย IG และ Twitter

เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ที่ใช้บริการหรือโปรดักส์จากแบงก์กิ้ง

82%  มีแอ็คเคาท์ของธนาคารใช้งานบนอินเตอร์ โดยปี 2018 อยู่ที่ 78%

9.8%  มีเครดิตคาร์ต ใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ต โดยปี 2018 อยู่ที่ 6%

19% ทำการชำระเงินผ่านออนไลน์ และหรือ จ่ายบิลผ่าน QR Pays Biils โดยปี 2018 อยู่ที่ 4%

พฤติกรรมการใช้ E-Commerce

90% เสิร์ชออนไลน์เพื่อหาสินค้าหรือบริการที่จะซื้อ โดยปี 2018 อยู่ที่ 71%

85% เข้าชมร้านค้าออนไลน์ต่างๆ โดยปี 2018 อยู่ที่ 70%

80% ซื้อสินค้าหรือบริการผ่านออนไลน์ โดยปี 2018 อยู่ที่ 62%

32% ซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านแล็บท็อปหรือเดสก์ท็อป โดยปี 2018 อยู่ที่ 52%

71% ซื้อขายสินค้าผ่านมือถือ โดยปี 2018 อยู่ที่ 52%

เรื่องนี้ค่อนข้างสอดคล้องไปกับรายงานทางสถิติของ Statista หน่วยงานที่รวบรวมสถิติและวิเคราะห์ข้อมูลด้านการตลาดของอุตสาหกรรมต่างๆ และหลายประเทศทั่วโลก โดยรวบรวมจากแหล่งข้อมูลมากกว่า 22,000 แหล่ง พบว่า รายรับจากยอดขายอีคอมเมิร์ซแบบค้าปลีกทั่วโลกตั้งแต่ปี 2556 – 2562 จะสูงถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่าลืมว่าตัวเลขนั้นคิดเป็นเพียงสัดส่วน 11.9 เปอร์เซ็นต์ของยอดค้าปลีกทั้งหมดทั่วโลก หมายความว่าตลาดอีคอมเมิร์ซจะมีศักยภาพอีกมากภายใน 10 ปีข้างหน้านี้ เพราะมันโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่บางคนนั่งตบยุงอยู่หน้าร้านที่เป็นออฟไลน์

คำถามที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการจะปรับตัวอย่างไรกับสถิติเหล่านี้บ้าง

คำตอบก็ง่ายมาก

เชื่อได้เลยสิ่งแรกที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องมีอยู่แล้วคือ Facebook Page ของร้าน ที่คุณจำเป็นต้องขยันอัพเดทข้อมูลข่าวสารไม่ว่าจะเป็นสินค้า บทความ หรือโปรโมชั่น เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ เพราะสามารถประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทั้งยังให้ข้อมูลเพื่อการเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อได้ และคนไทยยังเป็นชาติที่ใช้ Facebook เยอะที่สุด

แต่เรากำลังบอกว่ามีแค่ Facebook อาจไม่พอ

อย่าเพิ่งค้านกันในใจว่า เพื่อนๆ หรือคุณเองสร้างยอดขาย 6 – 7 ด้วยการโปรโมทบน Facebook และ IG จากนั้นก็ปิดการขายบน LINE แล้วจะมาบอกไม่พอได้อย่างไร แถมสถิติบอกอีกว่า Facebook โตเอาๆ การช้อปปิ้งออนไลน์ก็โตเอาๆ

มันก็จริงอยู่ที่คนไทยนิยมซื้อของผ่านทาง Social Media ซึ่งต่างจากประเทศอื่นที่ใช้มันเป็นแค่ช่องทางโปรโมทไม่ใช่ช่องทางขาย ส่วนประเทศไทยการขายของผ่าน Social Commerce  โตขึ้นมาก และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ความน่ากลัวคือ ยิ่ง Facebook แข็งแกร่งเรายิ่งอ่อนแอ เพราะ Social Media คือบ้านเช่า ไม่ใช่ของเรา ดูง่ายๆ คือสิทธิ์การเข้าถึง Server หรือชื่อ Domain name เพจของคุณที่ ขึ้นด้วย https://www.facebook.com/ชื่อเพจ

แม้คุณจะคิดอยู่เสมอก็ตามว่ามันเป็นของคุณแต่ไม่ใช่ เพราะว่าคุณเป็นแค่ ‘คนเช่าอยู่’ วันดีคืนดีทำอะไรละเมิดกฎเขาแบบที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็โดนปิดเพจไม่เฉยๆ การที่เราขาดการควบคุมได้ด้วยตัวเองนี้ ถือเป็นปัญหาหรือข้อเสียสำคัญข้อหนึ่งของ Social Media

บ้านเราจึงควรเป็นที่อื่น

เพราะนอกจากคนไทยจะใช้ Facebook เยอะแล้ว ยังใช้ Google เยอะอีกด้วย ทำให้เว็บไซต์ที่เป็นเหมือนบ้านของเราบนโลกอินเทอร์เน็ตจะทำให้ลูกค้าหาคุณเจอและยังสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่า Social Media

อย่างไรก็ตามแม้บางคนจะบอกว่ามี Facebook ก็ติด SEO ได้โดยเอา Facebook Fanpage นั่นแหละทำให้ติด Google ไปเลยนั้น อย่าลืมว่า Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่เผยแพร่บนโดเมนเฉพาะมากกว่าดังนั้นเว็บไซต์ที่เป็นชื่อโดเมนเฉพาะจึงคะแนนสูงกว่าหรือผลการค้นหาบน Google ดีกว่าเพจ Facebook (และเพจโซเชียลอื่นๆ)

และยังมีเหตุผลสำคัญอื่นๆ อีกนั่นก็คือ กรรมสิทธิ์ใน Asset ต่างๆ ที่เป็นของคุณบนโลกออนไลน์ ถ้าธุรกิจอยากอยู่ยาวบนออนไลน์ Asset เหล่านั้นประกอบไปด้วย โดเมน (ชื่อเว็บไซต์เช่น www.ชื่อร้าน.com) และเซอร์เวอร์ (สถานที่เก็บเว็บไซต์) ที่เป็นของคุณเอง มีสิทธิ์แก้ไขเปลี่ยนแปลง และไม่ให้คนที่ไม่ใช่เจ้าของหรือถือกรรมสิทธิ์มาย้ายเปลี่ยนแปลงเว็บไซต์ของคุณ

นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังเก็บคอนเทนต์ได้นานกว่า Social Media ทีมีคุณค่าอยู่แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็หายไปกับ Timeline แล้ว ขณะที่เว็บไซต์ถ้าทำ Content ดีเว็บไซต์ของคุณจะติดกูเกิลตลอดไป

แต่การมีเว็บไซต์ดูเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประกอบการหรือค่อนข้างมองภาพไม่ออก ทุกคนจึงใช้แค่ Facebook ในการเป็นหน้าร้าน ซึ่งความจริงแล้วการมีเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องยากอะไรขนาดนั้น เพราะทุกวันนี้มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แม้แต่การสร้างเว็บไซต์จาก Fanpage สำหรับคนที่มีแค่ Facebook ให้เป็นเว็บไซต์ ก็ง่ายเพียงแค่คลิก

วันนี้เราเลยอยากลองเอาวิธีทำเว็บไซต์ง่ายๆ เพียงแค่มี Fanepage จาก Facebook อยู่แล้ว

เครื่องมือนี้เรียกว่า pagevamp เป็นเครื่องมือที่สร้างเว็บไซต์ภายในไม่กี่วินาที เพียงนำ Pagevamp เชื่อมต่อกับเพจ Facebook ของคุณ​ และดึงข้อมูล รูปภาพ และวิดีโอทั้งหมดของคุณมา เพื่อสร้างเป็นเว็บไซต์ที่สวยงามภายในไม่กี่วินาที คุณไม่จำเป็นต้องมีทักษะการใช้เทคนิคอะไรเลย!

ข้อดีก็คือ เว็บไซต์ใหม่ที่ทำผ่าน Pagevamp ของคุณจะซิงค์กับเพจ Facebook ดังนั้น การโพสต์ข้อความใหม่ อีเว้นต์ และรูปภาพทั้งหมดจึงถูกอัพเดทบนเว็บไซต์ Pagevamp โดยอัตโนมัติ และตัวเว็บไซต์ก็ยังสามารถปรับแต่งรูปแบบ อารมณ์ และเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณได้ ด้วยเครื่องมือปรับแต่งที่ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ออกแบบให้เหมาะกับมือถือ (Responsive) รองรับการทำ SEO

อย่างก็ตามดีขนาดนี้แน่นอนว่ามีค่าให้บริการ

ปกติแล้วจะมีเว็บไซต์ 1 เว็บไซต์ที่ไม่ใช่สำเร็จรูปแบบ Pagevamp ต้องมีเงินทำไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาททั้งค่าทำเว็บไซต์ ค่าโดเมน ค่าเซิร์ฟเวอร์ ฯลฯ

ซึ่งตอนนี้ pagevamp จับมือกับ dotarai (ผู้ให้บริการโดเมนรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของไทย) ให้ผู้ประกอบการสามารถมีเว็บไซต์ได้ในราคา 99 บาทเท่านั้น มีเว็บไซต์ของคุณพร้อมชื่อโดเมนของคุณได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเขียน website เองเพียงแค่คุณมี facebook Page และจดโดเมน .shop.th หรือ .online.th ในราคา 99 บาท/โดเมน (ต่ออายุปีละ 399 บาท) ก็มีสิทธิใช้ Pagevamp Freemium* “ระบบแปลง Facebook page เป็น website ง่ายๆ ในไม่กี่คลิก”

สนใจสมัครใช้งานได้เลยที่นี่ >> https://www.dotarai.co.th/promotion/dotvamp